ตั้งเป้าการดำเนินงานที่สูงขึ้น กับรายงานพิเศษว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รายงานพิเศษเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เรียกร้องให้นานาประเทศเร่งดำเนินการเพื่อร่วมกันควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
 
รายงานนี้ส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไร
ภายหลังจากที่ความตกลงปารีสมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 หลายฝ่ายต่างตั้งความหวังไว้กับการดำเนินมาตรการของประเทศภาคีสมาชิกในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกร่วมกัน โดย 2 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้จัดทำแผนที่นำทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแนวทางการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งมั่นในการยับยั้งอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม และพยายามควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม จากรายงานพิเศษของ IPCC ระบุว่า การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิของโลกให้เป็นไปตามเป้าที่กำหนดไว้
 
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมพ.ศ. 2561 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งเป็นหน่วยประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  และ GIZ ได้ร่วมกันจัดการบรรยายรายงานพิเศษของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อผลการศึกษาและนัยยะสำคัญที่มีต่อประเทศไทย
 
การควบคุมอุณหภูมิที่ 1.5 องศาเซลเซียสนั้นเป็นไปได้หรือไม่
ดร. โรซ่า ที เปเรซ หนึ่งในทีมผู้เขียนหลักรายงานพิเศษของ IPCC จากประเทศฟิลิปปินส์ ได้บรรยายถึงประเด็นสำคัญต่างๆ จากรายงาน

ตามรายงานของ IPCC ระบุว่า “หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในอัตราการปล่อย ณ ปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์จะพุ่งขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี พ.ศ. 2583แนวทางสู่การควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกินกว่า 1.5 องศาเซสเซียสนั้นจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน การใช้ที่ดิน การจัดการเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน (รวมถึงด้านการขนส่งและอาคารสิ่งปลูกสร้าง) ตลอดจนระบบอุตสาหกรรม ซึ่งการปรับเปลี่ยนจะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในแง่ของขอบเขตการดำเนินงาน และต้องมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกๆ ภาคส่วน การกำหนดทางเลือกของมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกที่หลากหลายและครอบคลุมการดำเนินงานในวงกว้าง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนในมาตรการดังกล่าว”
.

ภาพที่ 2: ดร. โรซ่า เปเรซ หนึ่งในผู้เขียนหลักรายงานดังกล่าวเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเร่งดำเนินการเพื่อยับยั้ง
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส 
ภาพถ่ายโดย: ปริยา วงศาโรจน์
.
ดร. โรซ่า ที เปเรซ เป็นนักวิจัยจากสถาบันวิจัยด้านโลกศาสตร์และบรรยากาศโลก Manila Observatory ประเทศฟิลิปปินส์ และเป็นสมาชิกคณะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคในคณะกรรมาธิการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญจำนวน 91 คนจาก 40 ประเทศที่ร่วมศึกษาวิจัยในการจัดทำรายงานพิเศษฉบับนี้ โดย ดร. โรซ่า ได้กล่าวว่า แค่ความมุ่งมั่นที่ประเทศต่างๆ จะร่วมกันควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสนั้นยังไม่เพียงพอ
 
กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้เชิญให้คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) จัดเตรียมรายงานฉบับพิเศษฉบับนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความตกลงปารีสเมื่อปีพ.ศ.2558 ซึ่งผลการศึกษาจะใช้ในการทบทวนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ National Determined Contribution (NDC) ของประเทศต่างๆ ที่ได้แสดงเจตจำนงไว้ทั้งในการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประชุม COP 24 ณ เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ในเดือนธันวาคมปลายปีนี้
 
ดร.โรซ่า ที เปเรซ ได้กล่าวสรุปว่า การแก้ปัญหาขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศว่าจะหาหนทางในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไรที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสามารถที่จะร่วมกับประชาคมโลกในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกตามความตกลงปารีส ซึ่งดิฉันเชื่อว่ายังมีมาตรการต่างๆ ที่สามารถดำเนินการได้
 
อ่านรายงานพิเศษฉบับเต็มได้ ที่นี่
รับชมบันทึกวีดิโอการบรรยายได้ ที่นี่
อ่านเอกสารนำเสนอได้ ที่นี่
 

GIZ ดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับ สผ. ในการพัฒนานโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสาขาการดำเนินงานที่สำคัญ รวมถึงการวางยุทธศาสตร์ในการบูรณาการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายใต้กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในนามของกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติและความปลอดภัยทางปรมาณูแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) และแผนงานความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGCP) โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่พ.ศ. 2560-2564 ผ่านการสนับสนุนด้านการพัฒนานโยบาย การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ การจัดทำระบบการตรวจวัด การรายงานและการทวนสอบ กลไกทางการเงินและความร่วมมือระหว่างประเทศ

Contact information