ผู้บริหารส่วนกลางกระทรวงสาธารณสุขเสริมสร้างความรู้ความสามารถด้านผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ

กรมอนามัยและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เตรียมความพร้อมในการดำเนินงานด้านความเสี่ยงสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝ่ายบริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสริมสร้างความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแนวทางต่าง ๆเพื่อพัฒนานโยบายยุทธศาสตร์มาตรการ กิจกรรมของกรมทุกระดับ ตลอดจนความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

องค์การอนามัยโลกได้ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งทำให้อัตราการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนสูงขึ้น ภัยพิบัติจากธรรมชาติมีความรุนแรงขึ้น  โรคติดต่อนำโดยแมลง และโรคที่มาจากน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชากร และส่งผลถึงระดับโลก และเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ภาครัฐ และภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างเร่งรัด



เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2561 สผ. กรมอนามัย และโครงการแผนการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติการจัดการความเสี่ยง (Risk NAP) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานด้านความเสี่ยงสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับผู้บริหารในระดับนโยบาย  โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ความรู้และวิธีปฏิบัติที่ได้จากการประชุมครั้งนี้จะถูกนำไปสู่การปฏิบัติตามแนวทาง (ร่าง) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และ (ร่าง) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2561 – 2573 

ดร. กลย์วัฒน์ สาขากร นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ สำนักงานประจำการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สผ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในระหว่างการประชุมว่า "ขณะนี้เรากำลังร่างแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติฉบับแรกของไทย และจะเสนอคณะรัฐมนตรีในปลายปี ซึ่งในการวางแผน มีการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานหลายหน่วยงาน นอกจากนี้ ดร. กลย์วัฒน์ ยังกล่าวย้ำว่า" นี่เป็นงานที่ไม่สามารถทำได้โดยองค์กรเดียว แนวทางหลักคือการบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน "

สผ.ได้เริ่มร่างแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติในปี พ.ศ. 2558 โดยกระบวนการแรกคือ การศึกษาความเปราะบางของสาขาพื้นที่ (6 ยุทธศาสตร์) ในปีแรก และรวบรวมแนวทางในการปรับตัวในปีที่สอง แนวทางการเตรียมความพร้อม (เมื่อแผนได้รับการเห็นชอบจาก ครม.) ได้แก่
1. การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร
2.การพัฒนาองค์ความรู้ ระบบฐานข้อมูลการวิจัย การพัฒนาระบบเฝ้าติดตามและประเมินผล และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไป
3. การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ 
4. การจัดระบบการบริหารจัดการองค์กรให้มีความสอดคล้องกับแผน รวมทั้งการจัดทำงบประมาณและระบบการเงินและกลไกการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
5. การสร้างความเชื่อมโยงความร่วมมือจากท้องถิ่นสู่ระดับนานาชาติ

จากที่กล่าวมาข้างต้น หลักการเหล่านี้จะถูกนำไปพัฒนาใน 6 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนกลาง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มจังหวัดทางทะเลอันดามัน จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดมหาสารคาม เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ

ดร. แคทริน โบเว่น ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียได้ให้คำแนะนำที่สำคัญจากการถอดบทเรียนสำหรับภาคสาธารณสุขในประเทศไทย คือการประสานงานและการร่วมมือกัน เนื่องจากผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นจากหลายภาคส่วน ดังนั้นความสำคัญขั้นพื้นฐานคือความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ศ.ดร.นพ. พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช  ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าวว่าศูนย์วิจัย  START แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และข้อมูลจาก ECHAMA4 คาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเกือบทุกที่ในประเทศไทย จาก 34-36 องศาเซลเซียส เป็น 38-40 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ศ.ดร.นพ. พงศ์เทพ ยังให้คำแนะนำและกลไกต่าง ๆ  เกี่ยวกับระบบเตือนภัยของคลื่นความร้อนและสุขภาพ ในหลาย ๆ ระดับ ของประเทศไทยอีกด้วย  ในตอนท้ายของการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ทำงานร่วมกันและนำเสนอแผนเตรียมการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงต่อสุขภาพจากคลื่นความร้อน ความเจ็บป่วย และการเสียชีวิต จากภัยน้ำท่วม ตามแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ

Gallery

Contact information